ประวัติตำบลท่าสาป

23200 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข้อมูลพื้นฐาน

ประวัติความเป็นมา

ท่าสาปเป็นที่ราบริมน้ำปัตตานีที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันและเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางย้อนไปสู่แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นป่าเขาที่ค่อยๆทอดตัวยาวเหยียดไปจนถึงสันเขาสันกาลาคีรี อันเป็นจุดกำเนิดของลำน้ำสายสำคัญถึงสองสาย คือ แม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี ซึ่งทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้แก่ประชาชนชาวยะลาและปัตตานีมาเนิ่นนาน บ้านท่าสาปเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่มาก่อนตั้งแต่ครั้งโบราณก่อนตั้งเมืองยาลอ เพราะตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำ มีทำเลเหมาะสมในการทำการกสิกรรมและเป็นเมืองท่าค้าขาย ดังปรากฏร่องรอยให้เห็น เช่น “ทุ่งกาโล” ที่เคยเป็นชุมชนโบราณในแถบนี้ เพราะมีการขุดพบเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่มากมาย เมื่อเดินข้ามเขาหินปูนไปอีกฟากหนึ่งจะเป็นศาสนสถานในยุคเดียวกับทุ่งกาโล คือ ถ้ำคูหาภิมุข อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิศรีวิชัยที่สร้างด้วยดินดิบ ขึ้นรูปด้วยโครงไม้ไผ่ขัดสาน โบกปูนทรายทับข้างนอก เลยเข้าไปในเถื่อนถ้ำในละแวกใกล้เคียง พบหลักฐานภาพเขียนด้วยสีดินเป็นเรื่องราววิถีชีวิตของยุคก่อนประวัติศาสตร์และภาพพระพุทธเจ้า พุทธสาวกและอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นภาพเขียนคนละยุค นอกจากนั้นในถ้ำต่างๆในละแวกนี้และบริเวณทุ่งกาโล จะพบพระดินดิบฝังอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก การพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแถบบ้านท่าสาปและบ้านหน้าถ้ำ ย่อมแสดงว่าถิ่นแถบนี้เคยเป็นชุมชนเดียวกันมาก่อน แต่เรื่องราวความเป็นไปในชุมชนแห่งนี้ได้ขาดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนมองไม่เห็นรอยต่อ หากแต่ความจริงแล้ว ชุมชนโบราณเหล่านี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่าสาปเคยเป็นท่าเรือเล็กๆแห่งหนึ่งของลุ่มน้ำปัตตานี รวมทั้งเคยเป็นเส้นทาง “สินค้าของป่า” ของอาณาจักรลังกาสุกะ เมืองยาลอได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์ของยุครัตนโกสินทร์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของปตานีที่เปลี่ยนผ่านมาจากอาณาจักรลังกาสุกะ แต่ความขัดแย้งของปตานีกับสยามมีมาโดยตลอด เนื่องจากสยามต้องการผนวกปตานีเข้าไปอยู่ในอำนาจ ปตานีจึงถูกแยกออกเป็น ๗ เมือง เมืองยาลอเป็น ๑ ใน ๗ เมือง

เมืองยาลอได้อุบัติขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕ โดยมี “ต่วนยาลอ” หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “เต็งกูสุไลมาน รงโซ๊ะ) เป็นเจ้าเมืองคนแรก ท่านมีพระราชทินนามว่า “พระยาณรงค์ฤทธีศรีประเทศวิเศษวังษา” สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่บ้านยาลอ เมื่อเปลี่ยนผ่านเมืองไปสู่ยุคของ “ต่วนบางกอก” เมืองยาลอก็ยังใช้วังยาลอเป็นที่ทำการ แต่เมื่อ “หลวงสวัสดิ์ภักดี” (ยิ้มซ้าย) ได้รับโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองยาลอคนต่อไป จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านวังกระ ซึ่งอยู่ใกล้ๆอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน จนกระทั่งได้ย้ายไปเป็นเจ้าเมืองยะหริ่งแทนนายพ่ายที่ถึงแก่อสัญกรรม “นายเมือง” บุตรนายพ่ายได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองยาลอ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๐ ได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าสาป ริมแม่นำ้ปัตตานี ได้รับพระราชทินนามเป็น "พระยาณรงค์ฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา" (เมือง) ต้นตระกูล "กูลณรงค์" คหบดีในเมืองยะลาคนหนึ่ง บ้านท่าสาปมีทำเลการค้าที่เหมาะสม ทำให้มีราษฎรย้ายมาตั้งบ้านเรือนกันมากมาย เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการสร้างอาคารบ้านเรือนเป็นตึกรูปทรงจีนขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองยาลอ การค้าขายรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ท่าสาปกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะการส่งสินค้าดีบุกจากเมืองยาลอ เมืองยะหา เมืองรามันห์และเมืองบันนังสตาไปยังเมืองปตานี

ย่านบริเวณบ้านลิมุด บ้านทุเรียนและบ้านท่าสาป ได้กลายเป็นย่านการค้าและการคมนาคมทางน้ำ ควบคู่กับบ้านสะเตงที่อยู่กันคนละฟาก ซึ่งมีบ้านเรือนของราษฎรมาตั้งหลักแหล่งมากมายเช่นเดียวกัน จนกลายเป็นชุมชนเดียวกัน

เพียงแต่อยู่กันคนละฟากแม่น้ำเท่านั้น ทางฝั่งบ้านท่าสาป บ้านลิมุด บ้านทุเรียน เป็นท่าเรือเพื่อขนส่งสินค้าและจุดเริ่มต้นเดินทางไปยังอำเภอยะหาและจังหวัดสงขลา ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งบ้านสะเตงกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้บริเวณที่รัฐบาลกำลังวางแผนสร้างทางรถไฟตัดผ่านบ้านนิบงไปยังสุไหงโกลคมากกว่า นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของของเมืองอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุดเมืองยาลอได้ย้ายข้ามฟากไปตั้งที่บ้านสะเตงตามที่คาดไว้ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้ย้ายไปที่บ้านนิบงบริเวณทางผ่านของรถไฟ ปัจจุบันคือที่ตั้งวิทยาลัยอาชีวะผดุงประชา ทำให้เกิดย่านการค้าใหม่ขึ้น โดยเฉพาะการเกิดตลาดนัดแห่งใหม่ คือ “ตลาดเสรี” หรือที่เรียกกันว่า “ตลาดเก่า” ทั้งสองฟากฝั่งทางรถไฟมีผู้มาจับจองที่ดินปลูกสร้างบ้านเรือนกันมากมาย ถนนสายแรกที่เกิดขึ้น คือ “ถนนสิโรรส” ซึ่งตัดตรงมาจากบ้านสะเตง ผ่านย่านบ้านเรือนที่ผู้คนมาจับจองกันอย่างคึกคัก เลยข้ามทางรถไฟไปทางย่านตลาดเก่าตรงไปชนกับถนนที่มาจากปตานีที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นปัตตานีในยุคแห่งอาณาจักรสยาม ทำให้ถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักของเมืองยะลามาจนถึงปัจจุบัน บ้านนิบงกลายเป็นย่านการค้าใหญ่ที่มีคนจีน คนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมมาอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนใหญ่

ในช่วงที่เมืองยาลอตั้งอยู่ที่บ้านท่าสาป จะมีรายได้หลักอยู่ที่การให้สัมปทานเหมืองแร่ดีบุกและเก็บค่าผ่านแดนก่อนลำเลียงไปที่ปากน้ำปตานี เพื่อส่งต่อไปยังตลาดสิงคโปร์ตลาดใหญ่ของภูมิภาค พ่อค้าไทย จีน ลำเลียงสินค้าและดีบุกมาขายที่บ้านท่าสาป ท่าเรือบ้านท่าสาปกลายเป็นศูนย์กลางของการค้า ซึ่งมีสินค้าจากเมืองยาลอและเมืองอื่นๆ ส่งไปยังเมืองท่าปตานี ได้แก่ แร่ดีบุก ของป่า ข้าว ส่วนสินค้าจากเมืองท่าปตานีจะเป็นสินค้านำเข้าจากชาติต่างๆบ้าง จากปตานีเองบ้าง เช่น ไม้ขีดไฟ ผ้าขาว ผ้าลาย ผ้าดำ ธูปจีน เกลือและด้ายสีต่างๆ น้ำมันมะพร้าว กุ้งแห้ง ปลาเค็ม น้ำตาลโตนด น้ำตาลกรวด เป็นต้น และท่าสาปยังเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าในการนำสินค้าต่างๆไปขายยังเหมืองต่างๆที่อยู่ทางตอนใต้ ซึ่งต้องใช้พาหนะอย่างช้างช่วยในการลำเลียงต่ออีกชั้นหนึ่ง เพื่อนำไปขายที่เหมืองถ้ำทะลุ เหมืองติดะ เหมืองลาบู

นี่คือความสำคัญของบ้านท่าสาปในอดีตตั้งแต่ยุคสมัยของ “นายเมือง” เป็นเจ้าเมืองยาลอที่มีวิสัยทัศน์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่แต่งตั้งให้ “ต่วนบาปูเต๊ะ” เป็นเจ้าเมืองยาลอและ “ต่วนกะจิ” บุตรชายเป็นเจ้าเมืองยาลอคนต่อมา จนถึงยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช โดยการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ทำให้มีการต่อต้านจากผู้มีอำนาจเดิมในทุกภูมิภาคของสยาม เพราะอำนาจและผลประโยชน์ถูกควบคุมโดยรัฐบาลกลาง ศูนย์อำนาจเก่าสูญเสียผลประโยชน์ หัวเมืองทั้ง ๗ ถูกยุบลงให้เหลือ ๔ เมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองยะลา เมืองสายบุรีและเมืองระแงะ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของมณฑลปัตตานี แต่เมื่อมณฑลปัตตานีถูกยุบเลิกในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้มีการยุบรวมเมืองสายบุรีกับเมืองปัตตานีเป็นจังหวัดปัตตานี เมืองยะลากับเมืองรามันห์เป็นจังหวัดยะลาและเมืองระแงะเป็นจังหวัดนราธิวาส ทำให้สถานภาพของเจ้าเมืองได้เปลี่ยนไปเป็นข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวัดตามลำดับ ตำแหน่งระดับสูงเหล่านี้จะได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสยาม ฐานอำนาจของเจ้าเมืองเก่าค่อยๆหมดไปโดยปริยาย ประเทศราชค่อยๆผลัดเป็นแผ่นดินใหม่มาอยู่ภายใต้ร่มธงสยามตั้งแต่นั้นมา


ประวัติโดยสังเขป

ในสมัยก่อน สะพานข้ามแม่น้ำปัตตานียังไม่มี ชาวบ้านข้ามแม่น้ำโดยการใช้แพเป็นพาหนะในการเดินทาง ซึ่งจะมีพวกกลุ่มอิทธิพล หนังตะลุง มโนราห์ หมอดู พวกกลุ่มเหล่านี้มีความเลื่อมใสทางไสยศาสตร์มาก เชื่อกันว่าเมื่อข้ามแพนี้แล้ว สิ่งศักดิ์ทั้งหลายจะเสื่อมลงทันที ไม่ขลังเหมือนเก่า และทางข้ามแพนี้จะมีสิ่งอาถรรพ์มากมาย จะสังเวยเอาชีวิตประชาชนปีละ 1 คน เป็นประจำทุกปี ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ท่าสาป”

บ้านท่าสาป ได้มีการจัดตั้งเป็นหนึ่งตำบลในเมืองยะลา ในปี พ.ศ. 2390 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี เป็นท่าเรือที่จะรับส่งสินค้า จากต้นน้ำคือบริเวณอำเภอเบตง อำเภอบันนังสตา ตลอดจนเป็นจุดที่ล่องเรือสู่ปากน้ำปัตตานีด้วย


ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

บ้านท่าสาป  หมู่ที่ 1  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

เดิมตำบลท่าสาปมีชื่อว่าท่าม่วง มีชาวบ้านมาจาก  อำเภอยะหริ่ง  จังหวัดปัตตานี  ฝั่งท่าสาปปัจจุบัน ต่อมาสัตว์เลี้ยงและผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำ  เช่นจมน้ำตายทุกปีและน้ำท่วม ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน อยู่มาวันหนึ่งมีแม่ชีปะขาวได้ธุดงค์มาพักพิงที่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำ เจริญการภวานาธรรม ชาวบ้านได้มาพบและได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง  แม่ชีดูทางในแล้วบอกว่าที่นี่มีสิ่งชั่วร้ายสถิตอยู่  ภูตผีปิศาจอาศัยอยู่จึงทำพิธีขับไล่ปีศาจหายสาบสูญไป  แล้วให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านจากบ้านท่าม่วงเป็น  “บ้านท่าสาป”จนถึงปัจจุบันนี้หมู่บ้านท่าสาปเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี  พ.ศ. 2390  หรือประมาณไม่ต่ำกว่า 150 ปี  กลุ่มแรกที่มาก่อตั้งหมู่บ้าน  คือ  พระยาสงขลา (เกี้ยนเส้ง) นายเมือง (ยิ้มซ้าย)  “พระยาณรงค์ฤทธิศรีประเทศวิเศษา”  (เมือง)  ผู้เป็นต้นตระกูล  “กูลณรงค์”  คนกลุ่มแรกที่มาก่อตั้งหมู่บ้าน  อพยพมาจากยะลา  ซึ่งท่าสาป  เป็นเมืองที่ปรากฎขึ้นในปี  พ.ศ. 2390  มีการย้ายเมืองจากบ้านยะลามาอยู่ที่ตำบลท่าสาปริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี  ชุมชนท่าสาปถือเป็นชุมชนแรกเริ่มเดิมที่ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  สามารถสืบค้นหลักฐานได้อย่างชัดเชน  การตั้งเมืองอยู่ทีบริเวณบ้านกูลณรงค์ปัจจุบัน  (ข้างโรงเรียนบ้านท่าสาป)  ข้าหลวงคนแรกมาราชการเมืองอยู่ที่บริเวณสถานที่อนามัยและวัดท่าสาปปัจจุบัน

·       สาเหตุที่กลุ่มอพยพมาจากบ้านยะลา

เพราะชุมชนท่าสาปในอดีตเป็นชุมชนเกษตรกรรมใหญ่  เป็นที่พักและเก็บสินค้า  มีตึกรามบ้านช่องมากมาย  ในลักษณะศูนย์การค้า  เป็นท่าเรือเพื่อส่งสินค่า

 

บ้านปายอ  หมู่ที่ 2  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

      ปายอหรือภาษาไทยเรียกว่า “พรุ”   ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นสวนยาง  เนื่องจากหมู่บ้านที่แห่งนี้ในอดีตส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจะมีพรุอยู่ ซึ่งชาวบ้านที่มาเลี้ยงสัตว์ในบริเวณนี้ ในฤดูแล้ง เนื่องจากที่บริเวณอื่นไม่มีน้ำในฤดูแล้งและน้ำจะท่วมในฤดูฝน แต่หมู่บ้านนี้พื้นที่อีกส่วนหนึ่งน้ำท่วมไม่ถึง
      หมู่บ้านปายอเริ่มก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2295  หรือประมาณ 250  ปีมาแล้ว  คนกลุ่มแรกที่มาเริ่มก่อตั้งหมู่บ้าน  จากการบอกเล่าของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน  ก่อนที่เจ้าเมืองยาลอจะมาทำวังที่ใกล้กับหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีชาวบ้านอาศัยอยู่ก่อนแล้ว  แต่ไม่สามารถระบุชื่อบุคคลเหล่านั้นได้ คนกลุ่มแรกที่มาก่อตั้งหมู่บ้านนี้อพยพมาจากบ้านตาสา ตำบลพร่อน   อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา  และจากบันนังลูวา  ตำบลหน้าถ้ำ

·       สาเหตุที่กลุ่มอพยพมาจากบ้านตาสา

เพราะบ้านตาสาเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงจึงต้องอพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้  ก็เพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ได้ตลอดทั้งปี

·       อาชีพครั้งแรกของราษฎรที่อพยพมาอยู่มีอาชีพดั้งเดิม

คือ  อาชีพหาของป่า  อาชีพเลี้ยงสัตว์  อาชีพเพาะปลูก  และอาชีพจับสัตว์น้ำ

 

บ้านลิมุด  หมู่ที่  3  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

หมู่บ้าน “ลิมุด” เป็นหมู่บ้านหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตำบลท่าสาป อยู่ติดแม่น้ำปัตตานี แต่เดิมหมู่บ้านนี้มีคนปลูกบ้านอยู่กันห่างๆ ในอดีตนั้นมีคนหนึ่งเป็นคนที่ชาวบ้านนับถือในละแวกนี้ในฐานะผู้อวุโสเป็นหญิงชื่อ  “ฮาลีเมาะ” ซึ่งได้มาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพเกษตรกรรมในบริเวณนี้  เรียกกันต่อๆ กันมาว่า  “ตือลีมุด” เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป  ต่อมาระยะเวลาหลายปีจึงกลายเป็น “ลิมุด” จนถึงปัจจุบัน
       หมู่บ้านลิมุดเริ่มก่อตั้งในปีไหนไม่ปรากฏ  หรือประมาณ  200  กว่าปีมาแล้ว  คนกลุ่มแรกที่มาเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านคือ  กลุ่ม “ฮารีเมาะ” แต่กลุ่มที่ได้เข้าสู่หมู่บ้านนั้นมีหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น ในสมัยที่ท่าสาปยังเป็นที่ตั้งของจังหวัดยะลา สมัยมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดปัตตานีได้มาติดต่อค้าขายกันทางเรือ และต่อมาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่เลย บางคนก็ได้อพยพมาด้วยเหตุผลการเมือง บางกลุ่มก็อพยพโดยการถางป่าเพื่อการเพาะปลูกและก็ตั้งถิ่นเป็นที่อยู่อาศัย แต่กลุ่ม “ฮาลีเมาะ” นั้นเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด และเป็นผู้อวุโสเป็นที่รู้จักกัน นับถือกันโดยทั่วหมู่บ้าน
       คนกลุ่มแรกที่มาตั้งหมู่บ้านนี้อพยพมาจากบ้าน  แปะบุง  อำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส มาทางเรือ  ลงท่าสาป  และแยกย้ายกันไปทำมาหากิน  หาที่ดินบริเวณนี้  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนจากตำบลต่างๆ  จากอำเภอยะหริ่ง  จังหวัดปัตตานี  เข้ามาทำการเพาะปลูกในบริเวณนี้ด้วย  ต่อมาก็ได้มีลูกหลานตามมาอยู่ด้วย  จนเกิดมีการตั้งถิ่นฐาน  สร้างบ้าน  สร้างเรือนกันหลายหลัง  อยู่กันเป็นสังคมและเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นมา

 

บ้านสาคอ  หมู่ที่ 4  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

บ้านสาคอในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นป่า  มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้มาตั้งถิ่นฐาน  และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า  “สาคอ” ชื่อนี้ได้จากต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในป่า  ประชาชนได้ตั้งชื่อต้นไม้นี้ว่าต้นสาคอ และได้เอาชื่อของต้นไม้นี้มาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านในปัจจุบัน
      หมู่บ้านสาคอเริ่มก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2284  หรือประมาณ  260  ปีมาแล้ว  คนกลุ่มแรกที่มาก่อตั้งหมู่บ้านมาจากบ้านตาสา  บ้านจาหนัน  ตำบลพร่อน  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       สาเหตุที่กลุ่มอพยพมาจากบ้านตาสา

มีคนจากบ้านตาสาจำนวน  5-10  คน  เดินทางมาในฐานะท่องเที่ยว  ผจญภัย  พอเดินทางมาถึงบริเวณ  “หมู่บ้านสาคอปัจจุบัน” ทุคนสนใจเพราะเป็นพื้นที่เหมาะสมแก่การตั้งถิ่นฐาน  ปลูกบ้าน  และแบ่งเขตแต่ละคน  ใครถางป่าได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น  หลังจากนั้นก็เริ่มปลูกบ้านขึ้นพร้อมถึงปัจจุบัน

·       อาชีพครั้งแรกของราษฎรที่อพยพมาอยู่มีอาชีพดั้งเดิม

คือ  อาชีพทำนา  อาชีพเก็บของป่าไปแลกในตลาด
 
บ้านปือเราะ  หมู่ที่ 5  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

หมู่บ้านปือเราะเดิมมีชื่อว่าหมู่บ้านท่าพระ  ในสมัยก่อนจะมีท่าน้ำแห่งหนึ่งซึ่งท่าน้ำตรงนั้นในสมัยก่อนเคยมีโรงอิฐเล็กๆ  อยู่ตรงบริเวณท่าน้ำ  และท่าน้ำตรงนั้นยังเป็นที่ทำพิธีปล่อยของไม่ดีทางไสยศาสตร์  ซึ่งจะมีพระมาทำพิธีกันเป็นกลุ่มๆ  อยู่เสมอและปัจจุบันชื่อหมู่บ้านก็ได้เปลี่ยนมาเป็น  บ้านปือเราะ
      หมู่บ้านปือเราะเริ่มก่อตั้งในปี  พ.ศ. ใดไม่ปรากฏ  หรือประมาณ  170  ปีมาแล้ว  คนกลุ่มแรกที่เข้ามาริเริ่มตั้งหมู่บ้านนี้มีข้อมูลไม่ค่อยชัดเจน  แต่ว่าจากที่เล่ากันว่าเท่าที่จำได้ก็มีกลุ่มบางคนมาตั้งโรงอิฐดินเผาที่ท่าน้ำเป็นกลุ่มแรก

·       อาชีพครั้งแรกของราษฎรที่อพยพมาอยู่มีอาชีพดั้งเดิม

คือ  การทำนา  และการทำสวนยางพาราและการหาปลา
 
บ้านกำปั่น  หมู่ที่ 6  ตำบลท่าสาป  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา

·       ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

บ้านกำปั่น  “กำปั่น” เป็นชื่อเรือ เชื่อกันว่าสมัยก่อนสถานที่แห่งนี้เป็นทะเล อยู่ริมภูเขามีชาวจีนค้าขายทางเรือกำปั่น แล้วเรือล่มอยู่ริมเขา จึงตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “หมู่บ้านกำปั่น” จนถึงปัจจุบัน
      หมู่บ้านกำปั่นเริ่มก่อตั้งในปี  พ.ศ. ใดไม่ปรากฏ  หรือประมาณ  158  ปีมาแล้ว 
คนกลุ่มแรกที่มาก่อตั้งหมู่บ้านเรือกำปั่น  คือ
      1. นายแวดอเลาะ  กาปา
      2. นายสาแม       บากา
      3. นายปะจู         กอแต
      4. นายมะแซ       มะมิง

คนกลุ่มแรกที่มาตั้งหมู่บ้านนี้อพยพมาจากบ้านตาสา  ตำบลพร่อน  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา  และจากหมู่ที่  5  บ้านควน  ตำบลพร่อนเช่นกัน

·       สาเหตุที่กลุ่มอพยพมา 

เพราะแต่เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นที่สงบห่างไกลจากบุคคลอื่น  เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์  เช่น โค  กระบือ  ชาวบ้านอพยพมาเพื่อสถานที่เลี้ยงสัตว์  โดยในตอนแรกมาเลี้ยงวัว  มาเช้ากลับเย็น  และได้สร้างกระต๊อบเล็กๆ  สำหรับหลบแดด  หลบฝน  นานๆ  เข้าก็มีการขยายที่ทำกิน  และในที่สุดก็มีการสร้างบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง

·       อาชีพครั้งแรกของราษฎรที่อพยพมาอยู่มีอาชีพดั้งเดิม

คือ  ชาวบ้านที่อพยพมาจากบ้านตาสา  (ม.3,ม4  ต.พร่อนในปัจจุบัน) และบ้านควน(ม.5  ต.พร่อน) เข้ามาทำอาชีพครั้งแรก  คือ  การเลี้ยงสัตว์  ได้แก่  วัว,ควาย
 

Powered by MakeWebEasy.com